กรุณาใส่เบอร์โทรศัพท์ ก่อนการชำระเงิน

ยากับเครื่องดื่ม 4 ชนิดที่ไม่ควรกินคู่กัน

 

 

blank

การทานยาที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้ประโยชน์มากที่สุด นอกจากจะต้องทานยาให้ตรงเวลาแล้ว การทานยาที่ถูกต้องไม่ควรทานยาพร้อมกับอาหารบางประเภทด้วย วันนี้จูโรจินขอเล่าเรื่องการทานยากับเครื่องดื่ม 4 ชนิดที่ไม่ควรกินคู่กัน ลองมาดูกันว่า 4 ข้อห้าม อย่ากินยาพร้อมกับเครื่องดื่มต่อไปนี้มีอะไรบ้าง

1. นม กับ ยาลดกรด
ห้ามกินยาลดกรดพร้อมกันกับนม เนื่องจากทั้งคู่มีคุณสมบัติในการเคลือบกระเพาะอยู่แล้ว และในนมก็มีแคลเซียมอยู่ซึ่งมันจะไปขัดขวางการออกฤทธิ์ของยา อาจลดประสิทธิภาพของยา และทำให้ไม่หายจากโรคนั้นได้ค่ะ ฉะนั้นหากรับประทานยา 2 ตัวนี้พร้อมกันก็จะทำให้กลายเป็นพิษต่อร่างกายได้

2.กาแฟ กับ แคลเซียม
คู่นี้ห้ามกินพร้อมกัน เนื่องจากจริงๆ แล้วคนส่วนใหญ่กินแคลเซียมเพื่อเป็นการเสริมกระดูกให้แข็งแรงขึ้น แต่รู้หรือไม่ว่าเมื่อรับประทานแคลเซียมพร้อมกับกาแฟแล้วจะทำให้ร่างกายของเรานั้นขับแคลเซียมออกจากทางปัสสาวะได้มากขึ้น ฉะนั้นหากเรากินแคลเซียมพร้อมกับดื่มกาแฟ ร่างกายก็จะขับแคลเซียมออกเหมือนเดิม ทำให้การกินแคลเซียมในครั้งนั้นไม่เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย

3.นม กับ ยาปฏิชีวนะ
นม กับ ยาปฏิชีวนะ ห้ามกินพร้อมกัน เนื่องจากนมจะไปเกาะหรือห่อหุ้มยาฆ่าเชื้อเอาไว้ ทำให้ยาไม่สามารถดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือดได้ หรือก็คือยาที่รับประทานเข้าไปจะไม่มีผลใด ๆ ต่อร่างกายของเราเลย นอกจากไม่ช่วยรักษาโรคแล้วยังเปลืองเงิน ค่ายาอีกต่างหาก

4.น้ำผลไม้ กับ ยาลดกรด
น้ำผลไม้ กับ ยาลดกรด ห้ามกินพร้อมกัน เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วน้ำผลไม้จะพบว่ามีรสชาติเปรี้ยวและมีกรดอ่อน ๆ ทำให้คนที่เป็นโรคกระเพาะที่มีกรดในกระเพาะหลั่งออกมาเกินอยู่แล้วนั้นเมื่อรับประทานทั้ง 2 อย่างนี้ร่วมกันก็จะทำให้ยาลดกรดนั้นไปต้านกรดของผลไม้ แต่ไม่ได้ต้านกรดที่กระเพาะหลั่งออกมานั่นเอง

เป็นอย่างไรบ้างคะ ยากับเครื่องดื่ม 4 ชนิดที่ไม่ควรกินพร้อมกัน ทั้งนี้วิธีที่ดีที่สุดในการทานยาก็คือทานให้ตรงตามวิธีที่แพทย์สั่ง และทานยาพร้อมกับน้ำเปล่า 1 แก้ว ก็เพียงพอแล้วค่ะ

 

อาการแบบไหนที่วัยทองถามหา ?

 

blank


เมื่อพูดถึงวัยทองทีไร ผู้หญิงทุกคนเป็นต้องร้องยี้ทุกราย เพราะการเข้าสู่วัยทองนั้นหมายถึง อายุที่เพิ่มขึ้น ความแก่ หรือร่างกายที่เสื่อมถอยนั่นเอง ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผู้หญิงอยากจะหลีกเลี่ยงถอยห่างให้ไกลที่สุด และถ้าเป็นไปได้ทุกคนก็อยากจะหยุดเวลา หยุดความเสื่อมของร่างกาย เอาไว้แต่ความจริงเราไม่สามารถที่จะหลีกหนีมันไปได้ วันนี้จูโรจินจะแนะนำให้คุณผู้หญิง รู้จักอาการวัยทองให้มากขึ้นว่าคุณเองเริ่มมีอาการเหล่านี้หรือไม่ เพื่อให้คุณผู้หญิงเตรียมรับมือกับวัยทองอย่างสบายใจได้เลย

 

แก้นอนกรน จากสมุนไพรธรรมชาติ

blank

 

การกรน (Snoring) เกิดจากกล้ามเนื้อคอคลายตัวขณะหลับจนทำให้ช่องคอแคบลง ซึ่งส่งผลให้ต้องหายใจเข้าออกแรงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อทางเดินหายใจแคบลงจนถึงจุดหนึ่ง ความแรงของลมหายใจที่ยิ่งเพิ่มมากขึ้นจนเกิดการสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่อภายในระบบทางเดินหายใจ ทำให้มีเสียงกรนตามมา

นอกจากนี้การกรนยังเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น เกิดการปิดกั้นของระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเกิดจากการหย่อนตัวของกล้ามเนื้อภายในระบบทางเดินหายใจ เช่น ลิ้น ลิ้นไก่ เพดานอ่อน คอ หรืออาจเกิดจากสารหล่อลื่นในระบบทางเดินหายใจลดลง ทำให้เกิดอาการคอแห้ง และบวม ทางเดินหายใจจึงแคบลง เมื่อหายใจจึงเกิดเป็นเสียงกรนผู้ชายมีอัตราการนอนกรนมากกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะคนอ้วน ผู้สูงวัย ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ หรือโรคจมูกอักเสบ ผู้ที่ทำงานหักโหม หรือออกกำลังกายมากเกินไป นอกจากนี้การดื่มสุรา สูบบุหรี่จัด กินยานอนหลับก็เป็นสาเหตุที่ทำให้กรนได้ วันนี้จูโรจินจะมาแนะนำสมุนไพรที่จะช่วยบรรเทาอาการนอนกรนให้ดีขึ้นได้ มาดูกันว่าจะมีอะไรบ้าง

– หอมแดงแก่จัด นอกจากจะมีสรรพคุณแก้หวัด คัดจมูก ลดไขมันอุดตันในหลอดเลือดแล้ว กลิ่นฉุนของหอมแดงยังช่วยให้เกิดความชุ่มชื้นในลำคอ และช่วยให้ระบบหายใจทำงานได้ดี

– พริกขี้หนู รสเผ็ดของพริกจะช่วยให้ทางเดินหายใจโล่ง และเกิดความชุ่มชื่นในลำคอ สารแคปไซซินช่วยลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อรอบหลอดลม พริกจึงมีประโยชน์ต่อคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจ สามารถนำพริกขี้หนูไปประกอบอาหาร
จะช่วยให้ระบบหายใจทำงานสะดวกขึ้น ปัญหาการกรนอาจลดลงได้

– ขิง ใช้เหง้าขิงแก่สดขนาดเท่าหัวแม่มือ หรือประมาณ 5 กรัม ทุบให้แตก ต้มเอาน้ำดื่ม จะช่วยให้สดชื่น ระบบทางเดินหายใจทำงานสะดวกขึ้น

– ใบแมงลัก มีฤทธิ์แก้หวัด และหลอดลมอักเสบ นำใบไปประกอบอาหาร จะช่วยให้ระบบหายใจทำงานดีขึ้น

เมื่อทราบแบบนี้กันแล้วก็ลองหาสมุนไพรเหล่านี้มาลองทานกันดูนะคะเพื่อสุขภาพที่ดีและอย่าลืมแชร์และส่งต่อข้อมูลดี ๆ ให้แก่คนที่คุณรักกันด้วยนะคะ

4 พฤติกรรมแบบไหนที่อาจทำร้าย “ไต” ของคุณ

blank    

หากพูดถึงโรคไต หลายคนคงคิดถึงการ “ทานเค็มมากเกินไป”
แต่จริง ๆ แล้ว ไม่ใช่อาหารรสเค็มเท่านั้น ที่เป็นสาเหตุของโรคไต .
พฤติกรรมการใช้ชีวิตเป็นสิ่งสำคัญอีกอย่าง ที่อาจทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตได้ ลองมาดูกันว่า 4 พฤติกรรมแบบไหน ที่อาจทำร้าย “ไต” ของเราได้

blank


1. ทานอาหารรสจัด
ไม่ใช่แค่รสเค็มจัด แต่รวมไปถึงหวานจัด เผ็ดจัด
ก็ทำให้ไตทำงานหนักขึ้นเช่นกัน

blank


2. ไม่ออกกำลังกาย
การไม่ออกกำลังกายเป็นสาเหตุของหลาย ๆ โรค
อาทิ โรคอ้วน ไขมันอุดตันเส้นเลือด ไขมันพอกตับ เส้นเลือดอุดตัน โรคหัวใจ และโรคไต

blank


3. ดื่มน้ำน้อย หรือมากเกินไป
ไตต้องใช้น้ำในการฟอกของเสียในร่างกายและขับออกมาเป็นปัสสาวะ

หากดื่มน้ำมากเกินไป ไตก็จะทำงานหนักเกินไป แต่หากดื่มน้ำน้อยมากเกินไป
ไตก็จะกรองของเสียได้ไม่ดี ทำให้ปัสสาวะมีสีเข้ม และของเสียอาจตกค้างที่ไตมากเกินไป

blank


4. ความเครียด
เมื่อเราเครียด เราจะหายใจเอาออกซิเจนเข้าร่างกาย
เพื่อไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ รวมทั้งไต ได้ไม่เต็มที่
ทำให้อวัยวะภายในขาดการฟื้นฟู และผิดปกติได้ง่าย

 

รู้อย่างนี้แล้ว ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมดังกล่าว
เพื่อลดความเสี่ยงการเป็นโรตไต แล้วหมั่นออกกำลังกายดูแลสุขภาพตัวเองและคนที่คุณรักทุกวันนะคะ

รับมือ “โรคไมเกรน” ช่วงหน้าร้อน

 

 

blank

 

 

ร้อนไหนก็ผ่อนคลาย…ไม่เป็นไมเกรน!!
วิธีรับมือกับหน้าร้อน รู้ให้ทันก่อนไมเกรนมา

• หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีแสงแดดจัด
• เมื่ออากาศร้อนให้ดื่มน้ำเย็นเพื่อให้ร่างกายมีความชุ่มชื้น
• สวมแว่นตากันแดด ใช้ผ้าเย็นประคบหน้าผากหรือต้นคอ
• รับประทานอาหารครบทุกมื้อ โดยเฉพาะอาหารมื้อเช้า
• นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
• ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเป็นประจำ จะช่วยให้อาการปวดไมเกรนดีขึ้น
• ใช้ก้อนน้ำแข็งหรือกระเป๋าน้ำแข็งประคบที่ศีรษะ เมื่อมีอาการปวดไมเกรน
• เมื่ออยู่ในสภาวะเครียดหรือร้อนจัด ควรหยุดพักในที่ร่ม ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกเพื่อทำให้ร่างกายผ่อนคลาย

หากท่านใดมีอาการปวดไมเกรนบ่อย ๆ ให้ลองทำตามคำแนะนำที่จูโรจินนำมาฝากในวันนี้กันดูนะค่ะ เพื่อสุขภาพที่ดีและที่สำคัญก็อย่าลืมแชร์สาระดี ๆ ให้เพื่อน ๆ และคนที่คุณรักได้ทราบกันด้วยนะค่ะ

 

5 ธัญพืชทานง่าย ได้คุณค่าอาหารสูง

blank

 

ในปัจจุบันการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นโดยเฉพาะธัญพืชต่าง ๆ ในหมู่คนรักสุขภาพ เพราะข้อมูลที่บ่งบอกถึงคุณประโยชน์ต่าง ๆ จนได้รับการยอมรับว่าเป็นกลุ่มอาหาร Super food เพราะธัญพืชอุดมไปด้วยประโยชน์ มีขายทั่วไปในตลาดบ้านเรา และที่สำคัญคุณค่าทางอาหารยังไม่แพ้ธัญพืชที่นำเข้าจากต่างชาติ แถมยังมีราคาที่ถูกกว่าหลายเท่าตัว วันนี้จูโรจินจึงนำธัญพืชที่หาทานง่าย ๆ ได้ประโยชน์ครบถ้วนมาฝากค่ะ

 

blank

blankถั่วแดงเมล็ดใหญ่
เป็นธัญพืชตระกูลถั่วที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Red Kidney bean ไม่ใช่ Red bean เหมือนที่ใครหลายคนเข้าใจ ด้วยรูปร่างลักษณะเหมือนไต ถั่วแดงเมล็ดใหญ่เป็นธัญพืชที่ให้โปรตีนสูงไม่น้อยหน้าเนื้อสัตว์เลยทีเดียว แถมไม่ส่งผลเสียใด ๆ ต่อร่างกาย ให้พลังงาน มีกากใยที่ทานแล้วช่วยให้อิ่มนานอยู่ท้อง มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย มีธาตุเหล็ก ช่วยบำรุงเลือด นอกจากนี้ในถั่วแดงเมล็ดใหญ่ยังมีแคลเซียมสูง ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบประสาทและการหดตัวของกล้ามเนื้อได้

blank

blankเม็ดบัว
เม็ดบัวหรือลูกบัว คือ เมล็ดของดอกบัวหลวง ที่สามารถทานได้ทั้งแบบสดและแบบแห้ง เป็นธัญพืชที่เป็นส่วนผสมในตำรับยาหลายตำรับ มีคาร์โบไฮเดรต จึงให้พลังงานได้ โดยสรรพคุณที่โดดเด่นของเม็ดบัวคือ ถ้าทานแบบสดจะมีวิตามินซีสูง หากทานแบบอบแห้งจะมีโปรตีน ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก และแคลเซียมสูง ในตำราแพทย์แผนจีน เม็ดบัวมีฤทธิ์เป็นกลาง ช่วยบำรุงเลือด บำรุงหัวใจ รวมถึงอวัยวะภายในร่างกาย ช่วยบำรุงข้อ แก้ร้อนในและดับกระหาย ช่วยให้ร่างกายสดชื่น ลดความอ่อนเพลียได้

 

blank

 

blankข้าวโพด
ข้าวโพดเป็นธัญพืชที่มีคาร์โบไฮเดรตจึงให้พลังงาน อุดมไปด้วยวิตามินบี 1 และบี 2 มีเบต้าแคโรทีน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของระบบร่างกาย และผิวพรรณ ช่วยบำรุงสายตา มีโฟเลตสูง มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยลดความดัน และลดระดับคอเรสเตอรอลในเลือด จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจได้

 
 
blank
 
blankถั่วเขียว
เมล็ดถั่วเขียว หรือ Mung Bean เป็นธัญพืชที่สามารถทานได้ตั้งแต่ยังเป็นเมล็ดและทานในแบบเพาะเป็นต้นอ่อน (ถั่วงอก) ถือเป็นธัญพืชพื้นบ้านไทย ที่นิยมรับประทานมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นส่วนผสมหลักในขนมไทยหลายชนิด ถั่วเขียวมีกลิ่นหอม และมีรสชาติหวานตามธรรมชาติ มีสรรพคุณช่วยดับร้อน แก้ร้อนในกระหายน้ำ มีวิตามินเอที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตา ช่วยถอนพิษ ลดความดันเลือด ลดระดับน้ำตาล ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน ช่วยกระตุ้นระบบประสาท ลดอาการอักเสบ นอกจากสรรพคุณทางยาที่กล่าวไปแล้ว ในถั่วเขียวยังมีแร่ธาตุต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินบี แคโรทีน ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส และแคลเซียม
 
blank
 
blankถั่วลิสง
ถั่วลิสง หรือ Peanut อุดมไปด้วยโปรตีนและไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย นอกจากรสชาติที่อร่อยและสามารถนำไปทำอาหารได้หลากหลายแล้ว ถั่วลิสงยังมีสรรพคุณในด้านอื่นที่ไม่น้อยกว่าถั่วชนิดอื่น ๆ เลย เพราะในถั่วลิสงอุดมไปด้วยแมกนีเซียม ฟอสฟอรัส และมีวิตามินบี วิตามินอี ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอความเสื่อม และช่วยบำรุงอวัยวะภายในร่างกายอย่าง กระเพาะ ม้าม อีกทั้งช่วยบำรุงสมอง เสริมสร้างความจำ โดยไขมันในถั่วเป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัว จึงช่วยลดความดันโลหิต และป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้

 
 
 
 
 
 
 
 

 

blank


?
โรคปวดหลังเป็นโรคยอดฮิตที่เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นวัยทำงาน หรือผู้สูงอายุ ซึ่งส่วนใหญ่อาการปวดหลังจะค่อยๆ รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ และส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันได้
.
ซึ่งอาการปวดหลังจะเกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเรา การใช้ร่างกายในท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานานเกินไป ทั้งการนั่งที่ผิดท่า การยืน การนอน รวมทั้งการทำงานหนัก การแบกของหนักมาก ๆ เป็นประจำ รวมไปถึงน้ำหนักตัวที่มากเกินไป ก็อาจทำให้กระดูกสันหลังบิดงอและตามมาด้วยอาการปวดหลังอย่างที่เป็นกัน
.
blank?โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดปวดหลัง ประกอบด้วย
.
1.อายุ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย
.
2.การออกกำลังกาย ผู้ที่ไม่ออกกำลังกายจะมีกล้ามเนื้อบริเวณกระดูกและหลังไม่แข็งแรง ส่งผลให้ไม่สามารถรองรับน้ำหนักที่กดลงบนกระดูกสันหลังได้
.
3.อ้วน น้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นทำให้กระดูกสันหลังต้องรองรับน้ำหนักมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งน้ำหนักที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดความเสื่อมของกระดูกสันหลังได้
.
4.การทำงาน โดยเฉพาะผู้ที่ยกของหนักหรือยกของด้วยท่าที่ไม่ถูกต้อง อาจทำให้ปวดหรือบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังได้
.
ดังนั้นวิธีการป้องกันโรคปวดหลังที่ดีที่สุด คือการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันไม่ให้ทำร้ายหลัง ปรับท่าทางอิริยาบถต่างๆ ให้ถูกต้อง รวมไปถึงการออกกำลังกายเพื่อให้กล้ามเนื้อส่วนหลังแข็งแรง เพียงเท่านี้ก็ทำให้คุณห่างไกลโรคปวดหลังแล้วค่ะ เริ่มดูแลหลังของคุณวันนี้ ดีกว่าทนทรมารกับการปวดหลังนะคะ
.

ทำไมอาการปวดหลังวัยไหน ๆ ก็เจอ?

โรคปวดหลังเป็นโรคยอดฮิตที่เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นวัยทำงาน หรือผู้สูงอายุ ซึ่งส่วนใหญ่อาการปวดหลังจะค่อยๆ รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ และส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันได้

 

blank

 

ซึ่งอาการปวดหลังจะเกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเรา การใช้ร่างกายในท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานานเกินไป ทั้งการนั่งที่ผิดท่า การยืน การนอน รวมทั้งการทำงานหนัก การแบกของหนักมาก ๆ เป็นประจำ รวมไปถึงน้ำหนักตัวที่มากเกินไป ก็อาจทำให้กระดูกสันหลังบิดงอและตามมาด้วยอาการปวดหลังอย่างที่เป็นกัน โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดปวดหลัง ประกอบด้วย

1.อายุ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย

2.การออกกำลังกาย ผู้ที่ไม่ออกกำลังกายจะมีกล้ามเนื้อบริเวณกระดูกและหลังไม่แข็งแรง ส่งผลให้ไม่สามารถรองรับน้ำหนักที่กดลงบนกระดูกสันหลังได้

3.อ้วน น้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นทำให้กระดูกสันหลังต้องรองรับน้ำหนักมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งน้ำหนักที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดความเสื่อมของกระดูกสันหลังได้

4.การทำงาน โดยเฉพาะผู้ที่ยกของหนักหรือยกของด้วยท่าที่ไม่ถูกต้อง อาจทำให้ปวดหรือบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังได้

ดังนั้นวิธีการป้องกันโรคปวดหลังที่ดีที่สุด คือการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันไม่ให้ทำร้ายหลัง ปรับท่าทางอิริยาบถต่างๆ ให้ถูกต้อง รวมไปถึงการออกกำลังกายเพื่อให้กล้ามเนื้อส่วนหลังแข็งแรง เพียงเท่านี้ก็ทำให้คุณห่างไกลโรคปวดหลังแล้วค่ะ เริ่มดูแลหลังของคุณวันนี้ ดีกว่าทนทรมารกับการปวดหลังนะคะ